วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ขมิ้นชัน: กินถูกเวลารักษาถูกโรค


ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรยอดนิยมที่มีสรรพคุณทางยา และมีคุณค่าทางโภชนาการ คนโบราณมักนำขมิ้นชันมาประกอบอาหาร เพราะมีวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดไขมันในตับ ป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร และทำความสะอาดลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ รวมทั้งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย

แต่การกินขมิ้นชันเพื่อให้ได้ผลดีนั้น ควรกินให้ตรงกับเวลาที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงาน ซึ่งจะให้ผลในด้านการบำรุงรักษา รวมทั้งแก้ไข และฟื้นฟูระบบของอวัยวะนั้นๆ เรียกว่า กินถูกเวลาก็รักษาถูกโรค ดังนี้

เวลา 03.00 – 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด การกินขมิ้นชันในช่วงเวลานี้จึงช่วยบำรุงปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง รวมทั้งช่วยในเรื่องภูมิแพ้ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง

เวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ การกินขมิ้นชันในช่วงเวลานี้เป็นประจำจะช่วยฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ ช่วยให้บีบรัดตัวเพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ

เวลา 07.00 – 09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร ขมิ้นชันที่กินในเวลานี้จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารซึ่งเกิดจากการกินข้าวไม่ตรงเวลา ท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ปวดเข่า ขาตึง รวมทั้งช่วยบำรุงสมองและป้องกันโรคความจำเสื่อมได้ด้วย

เวลา 09.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม การกินขมิ้นชันในเวลานี้จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนหรือผอมเกินไป รวมทั้งช่วยลดอาการของโรคเกาต์ และอาการของเบาหวานได้

เวลา 11.00 – 13.00 น. เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจ เพราะขมิ้นชันจะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ส่วนใครที่กินเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ ปอด และผิวหนัง ตามลำดับ จึงควรกินขมิ้นชันในปริมาณมากสักหน่อยจึงจะช่วยดูแลระบบต่างๆ ตามที่กล่าวมาได้อย่างทั่วถึง

เวลา 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก การกินขมิ้นชันในช่วงเวลานี้จะช่วยแก้ปัญหาอาการปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากไขมันเกาะลำไส้เล็ก ซึ่งทำให้เกิดแก๊ส และอาการปวดท้องตามมา

เวลา 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ขมิ้นชันที่กินในช่วงเวลานี้จะช่วยดูแลให้หูรูดของกระเพาะปัสสาวะแข็งแรง รวมทั้งแก้ปัญหาเรื่องตกขาวในสตรี ช่วงเวลานี้หากมีกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกได้จะดีมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุด

สำหรับช่วงเวลาอื่นๆ หลังจากนี้ไปจนถึงการกินก่อนเข้านอน ขมิ้นชันจะช่วยในเรื่องของความจำ เมื่อตื่นนอนตอนเช้าจะไม่รู้สึกอ่อนเพลีย และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้การกินขมิ้นชันในปริมาณมากๆ ยังช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังซึ่งเป็นสาเหตุของอาการผดผื่นคัน และยังช่วยขับไขมันในตับได้ดีอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สะเดามหัศจรรย์


หน้าหนาวนี้ ถ้าพูดถึงหนึ่งในอาหารยอดฮิตที่คุณแม่บ้านหลายๆบ้าน หรืออาจจะเป็นคุณเองต้องนึกถึงอาหารชนิดนี้เป็นอันดับต้นๆ นั่นคือ สะเดาน้ำปลาหวานกับปลาดุกย่าง เอกลักษณ์ของสะเดานั้น คงหนีไม่พ้นความขมสุดๆของมันนั่นเอง ซึ่งความขมของสะเดานั้นเองจึงทำให้บางคนรู้สึกไม่ชอบ และไม่ทานมันเลย แต่คุณจะรู้ไหมค่ะ มีอะไรเอ่ย แฝงมากับความขมของสะเดา สะเดานั้นมีสองประเภทด้วยกัน มีทั้งสะเดาขมและสะเดามัน ทั้งสองอย่างมีประโยชน์เหมือนกันเพียงแต่ว่าสะเดามันนั้นมีความขมน้อยกว่าสะเดาขมทั่วไปค่ะ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทานกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง อร่อยอย่าบอกใครเลยนะคะ

แน่นอนค่ะจากที่กล่าวมาทางข้างต้น คือประโยชน์จากความขมของมันมากมายซะจริงๆ เรียกได้ว่าคนโบราณนั้นขนานนามเจ้าสะเดาว่าเป็นพืชมหัศจรรย์กันเลยทีเดียว เพราะว่าทุกส่วนของเจ้าต้นสะเดาเนี่ยมีประโยชน์มากๆเลยเพราะว่าถ้าเราไม่นำมันมาทำเป็นอาหารยังสามารถนำมันมาทำเป็นยารักษาโรคได้มากมาย เรามาเรียงกันทีละส่วนกันเลยดีกว่าค่ะ เริ่มจาก

1. ราก เมื่อคุณมีอาการไม่สบาย มีไข้ รากของมันมีสรรพคุณสามารถยาแก้ไข้ได้ และทำให้เราอาเจียนอีกด้วย
2. ผล ส่วนผลของสะเดานั้นเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นโรคพยาธิ เพราะผลของสะเดาจะเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นดีและแก้โรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย
3. ก้าน ก้านของเจ้าสะเดานั้นสามารถใช้แก้ไข้เหมือนกับรากของสะเดาค่ะ และช่วยรักษาอาการท้องร่วง
4. แก่น มาถึงส่วนของแก่นของสะเดาใช้แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน และแก้ไข้ได้อีกเช่นกันค่ะ แถมในส่วนของที่เป็นโรคเลือด แก่นของสะเดายังช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย

เป็นไงคะนอกจากอาหารสะเดาน้ำปลาหวานกับปลาดุกย่างแล้ว เรียกได้ว่าแต่ละส่วนของสะเดานั้น ยังนำมาเป็นยาได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ความมหัศจรรย์จากความขมของมันไม่จบเท่านั้นค่ะ เพราะภูมิปัญญาชาวบ้านที่บอกต่อๆกันมาว่าสะเดานั้น สามารถนำสะเดามาคั้นน้ำและนำน้ำที่ได้จากการคั้นของสะเดานำไปรดบริเวณต้นพืชของเรา เท่านี้มันก็สามารถเป็นยาฆ่าแมลงได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอน ว่ามันไม่เป็นภัยต่อโลกของเราแน่นอน ทิ้งท้ายไว้นะค่ะ ว่า โบราณท่านว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” เนี่ย มันเรื่องจริงๆนะคะ

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คุณประโยชน์ของบร็อคโคลี ผักสีเขียวเข้มที่คุณอาจจะไม่รู้


บร็อคโคลี เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่ เพราะสีเขียวที่ค่อนข้างเข้ม ของผักชนิดนี้ แต่หากเราลองศึกษาถึงประโยชน์ของผักชนิดนี้ให้ละเอียดแล้วล่ะก็ จะพบว่า บร็อคโคลีเป็นผักที่มีประโยชน์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ และหากคุณยังไม่เชื่อนี่คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกอยากจะหาบร็อคโคลีมาทานอย่างแน่นอน

1. บำรุงหัวใจ
เพราะในบร็อคโคลีประกอบไปด้วย ลูทีน แคโรทีนอยด์ วิตามิน B6 และโฟเลต ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีผลโดยตรงในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การกินบร็อคโคลีบ่อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดในสมองตีบได้อีกด้วย

2. ช่วยในการบำรุงสายตา
เนื่องจาก แคโรทีนอยด์ และ ลูทีน ในบร็อคโคลี จะช่วยในการบำรุงระบบประสาทตา และช่วยป้องกันไม่ให้ดวงตาของเราเป็นโรคต้อกระจำ และโรคเกี่ยวกับดวงตาที่เกิดจากการเลื่อมเนื่องจากอายุมากได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

3. ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการได้ออกมาให้ความเห็นว่า คนที่ทานบร็อคโคลีเป็นประจำนั้น จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะน้อยกว่าคนที่ไม่ชอบทาน มากถึง 40% เลยทีเดียว

4. ปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนัง
โดยส่วนใหญ่แล้วมะเร็งผิวหนังมักจะเกิดจากการที่เราตากแดดนานๆ ติดต่อกันเป็นประยะเวลาที่ยาวนาน จนทำให้กระบวนการในการสร้างเม็ดสีผิวทำงานผิดปกติ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากการป้องกันด้วยการทาครีม หรือโลชั่นกันแดดเป็นประจำแล้ว อาหารที่เรากินเข้าไป อย่างบร็อคโคลีก็มีส่วนที่จะช่วยเหมือนกัน โดยบร็อคโคลี จะมีสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการช่วยลดผลกระทบของรังสี UV ที่อาจจะมากระทบกับผิวหนังของเรานั่นเอง

5. ป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
เพราะในบร็อคโคลี มีสารอาหารหลายอย่าง ที่สามารถช่วยในการลดโอกาส และกระบวนการที่จะทำให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยได้ ซึ่งกระบวนการทำงานของสารเหล่านั้นจะเน้นไปที่การช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น และช่วยในการป้องกันไม่ให้กระดูกอ่อนเกิดการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง

จากข้อมูลข้างต้นทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การทานผักสีเขียวที่ดูเหมือนจะไม่น่าทานอย่างบร็อคโคลีนั้น นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารอย่างเพียงพอแล้ว ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายต่อสุขภาพของเราอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว ซี่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักสุขภาพ บร็อคโคลี เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ที่จะหาซื้อมาประกอบอาหารรับประทานกันในครัวเรือน


หรือลูกค้าคนไหนไม่มีเวลาทำที่บ้าน แต่อยากรับประทาน สามารถมาสั่ง “ผัดบล็อกโคลี่กุ้งสด” เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ รสชาติกลมกล่อมหอมอร่อย กุ้งนุ่มๆ ผัดกับบล็อคโคลี่กรุบกรอบ หอมอร่อยเข้ากัน ได้คุณค่าของสารอาหาร มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รับประทานแล้วไม่อ้วนค่ะ บล็อคโคลี่ มีรสชาติหวานกรอบ อร่อยเฉพาะตัว ทานกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยเข้ากัน