วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561

พริก ประโยชน์ที่มากกว่าความเผ็ด


วันนี้มาพูกถึงพืชผักสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนานกันดีกว่าค่ะนั่นก็คือ พริกนั่นเอง เพราะว่านอกจากว่ามันนั้นจะช่วยเพิ่มความแซ่บให้กับอาหารของคุณแล้ว มันยังช่วยในเรื่องของความอร่อยของอาหาร เจริญอาหารมากขึ้น อีกทั้งนอกจาความเผ็ดและความอร่อยของมันนั้น พริกนั้นยังมีมากกว่านั้น เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าพริกนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ที่ไม่ใช่แค่ความเผ็ด

- พริกนั้น สามารถช่วยเราในเรื่องของการหายใจเวลาที่เรานั้น เป็นไข้หวัด เพราะว่าในพริกมีสารแคปไซซิน ซึ่งเจ้าสารนี้จะช่วยในเรื่องของการลดน้ำมูกและอีกทั้งยังลดในเรื่องของปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ

- พริกสามารถช่วยในเรื่องของการอุดดันในเส้นเลือดได้อีกด้วย อีกทั้งยังช่วยลดการเสียชีชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน เพราะว่า การที่เรารับประทานอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบนั้นจะสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดันอีกด้วย

- พริกสามารถช่วยในเรื่องของการลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล เนื่องจากเจ้าสารพระเอกของเรา นั่นก็คือสารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL อีกทั้งในขณะเดียวกันนั้นเอง มันก็ยังช่วยส่งเสริมในการสร้างคลอเลสเตอรอลชนิดดีหรือ HDL มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

- พริกสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูงนั่นเอง คุณทราบหรือไม่ค่ะว่าการที่เราบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ อีกทั้งยังมันมันช่วยในเรื่องของการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้

- พริกสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดต่างๆของร่างกายอีกด้วยนะ อาทิเช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น

- พริก ช่วยในการเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ที่ดีให้แก่คุณอีกด้วย ก็เพราะว่าเจ้าสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟินขึ้น ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกกำลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส

เป็นอย่างไรบ้างคะ ประโยชน์ของพริก ดังนั้นเวลาที่คุณทำอาหารคุณอาจจะทำการบุบพริกไม่เยอะลงไปด้วย นอกจากจะช่วยในเรื่องต่างๆแล้ว ยังอร่อยกว่าเดิมอีกด้วยนะคะ

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

"ย่านาง" อาหารที่เป็นยา


ย่านางนับว่าเป็นผักที่มีประโยชน์อีกชนิดหนึ่ง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใช้ในการประกอบอาหารพื้นบ้านไทยหลายๆ ตำรับ ในใบย่านางมีวิตามินเอและซีสูง นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน สำหรับสรรพคุณในทางยา ย่านางถือเป็นยาเย็น มีความโดดเด่นด้านการดับพิษและลดไข้ โดยรากใช้แก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด สุกใส ไข้กาฬ ขับกระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และแก้เบื่อเมา ส่วนใบและเถา จะใช้แก้ไข้ ลดความร้อน และแก้พิษตานซาง รากย่านางเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือ ยา 5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ร่วมกับรากชิงชี่ รากท้าวยายหม่อม รากคนทา และรากมะเดื่อชุมพร

เมื่อศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมี ในรากย่านางส่วนใหญ่เป็นอัลคาลอยด์ในกลุ่ม isoquinoline ในใบประกอบด้วยสารโพลีแซคคาไรด์ สารโพลีฟีนอล แคลเซียมออกซาเลท และอัลคาลอยด์กลุ่ม isoquinoline สำหรับการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง ยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ยังไม่พบรายงานการวิจัยในคน โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของลำไส้ ต้านการเจิญของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase และมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆ ในการต้านอนุมูลอิสระ

การศึกษาด้านความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดน้ำจากทั้งต้นและสารสกัด 50% เอทานอลจากใบไม่เป็นพิษต่อหนูแรท แต่การป้อนรากย่านางในขนาดสูง มีความเป็นพิษทำให้สัตว์ทดลองตาย

จะเห็นว่าย่านางเป็นสมุนไพรในครัวเรือนอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ ปัจจุบันมีการแนะนำการใช้น้ำคั้นจากใบย่านางดื่มเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย โดยนักวิชาการสาธารณสุขด้านการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งมีการรวบรวมประสบการณ์การใช้น้ำคั้นจากใบย่านางในการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ มาเผยแพร่ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของย่านางยังมีไม่มากนัก ยังไม่พบรายงานการศึกษาทางคลินิก รวมทั้งข้อมูลด้านความเป็นพิษในคน ดังนั้นการใช้ย่านางรักษาโรคอื่นๆ นอกเหนือจากแก้ไข้ซึ่งมีประวัติการใช้มาเนิ่นนานแล้ว จึงควรระมัดระวังและมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการใช้ในการรักษาโรค เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

ประโยชน์ของแครอทต่อสุขภาพตา


แครอท (Carrot) ช่วยบำรุงสายตา เพราะในแครอทมีสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นหนึ่งในวิตามินที่ร่างกายต้องการ อีกทั้งมีประโยชน์ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตาของเราด้วย โดยเฉพาะเนื้อเยื่อชั้นในของดวงตา หรือที่เรียกว่า เรติน่า ซึ่งการที่ได้รับประทานแครอทบ่อย ๆ ยังช่วยถนอมดวงตาให้สามารถมองเห็นอย่างปกติไปได้อีกนาน เพราะแครอท (Carrot) อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และยังมีสารสำคัญคือสาร “ฟอลคารินอล” (falcarinol) ซึ่งช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง เป็นต้น

วิตามินและสารอาหารที่สำคัญของแครอท ต่อ 100 กรัม เช่น
- วิตามินเอ 835 ไมโครกรัม 104% ต่อ 100 กรัม
- เบต้าแคโรทีน 8,285 ไมโครกรัม 77% ต่อ 100 กรัม
- ลูทีน และ ซีแซนทีน 256 ไมโครกรัม
- ธาตุแคลเซียม 33 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินซี 5.9 มิลลิกรัม 7%
- วิตามินอี 0.66 มิลลิกรัม 4% เป็นต้น

ประโยชน์ของแครอท
ช่วยบำรุงและรักษาสายตา รักษาโรคตาฟาง และต้อกระจก มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง สรรพคุณ แครอทช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนของเลือด เป็นต้น

แครอทสามารถทำเป็นของว่างเพื่อสุขภาพได้ ปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าแครอทสามารถนำไปประกอบอาหารคาวได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วแครอทสามารถนำมาทำขนมได้เช่นกัน อาทิเช่น ขนมปังโฮลวีทแครอท ขนมเค็กแครอท หรือดื่มน้ำแครอทหวาน ๆ สักแก้วในระหว่างมื้อ สามารถช่วยดับหิวและดับกระหายได้ไม่ต่างจากขนมหวานและเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ เลย

ข้อแนะนำ : ในแต่ละวันควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆกันทุกวัน เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายและมีสุขภาพที่ดี ควรศึกษาข้อมูลจากหลากหลาย

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

กะเพรา สมุนไพรบนจานอาหาร


กะเพราไก่ไข่ดาว กะเพราไข่เยี่ยวม้า ฯ และอีกหลายเมนูที่มีกะเพราเป็นส่วนประกอบ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า สมุนไพร ใบเล็ก กลิ่นฉุน บนจากอาหารคุณเป็นมากกว่าอาหารที่ทำให้คุณอิ่มท้อง

กะเพรา จัดเป็นพืชสมุนไพร และมีกลายพันธุ์ เช่น กะเพราแดง กะเพราขาว ลักษณะโดยทั่วไปของกะเพรา เป็นไม้พุ่ม ความสูงประมาณ 30-120 เซนติเมตร ลำต้นของกะเพราเป็นไม้เนื้อแข็ง มีกลิ่นหอม ใบของกะเพรามีกลิ่นฉุน ลักษณะใบหยาบมีขนโดยเฉพาะส่วนที่เป็นยอดอ่อน ดอกกะเพรา มีลักษณะเป็นชั้นๆคล้ายรูปฉัตร กลีบดอกมีสีขาว เมล็ดมีสีดำ ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง

สรรพคุณทางด้านสมุนไพรและการรักษา
ใบ - ใบสดของกะเพรา มีกลิ่นฉุน และมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก ซึ้งใน น้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วยสารเคมี อย่าง linaloo และ methyl chavicol

ข้อความ
วิธีการปรุงเป็นยา
ใบกะเพราสด - ใบกะเพราสด 1 กำมือ มาต้มในน้ำเดือด แล้วกรองเอากากออกเอาแต่น้ำดื่ม
สรรพคุณ - เป็นยาแก้ท้องอืด ขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้อง บำรุ่งธาตุ ขับลม นอกจากนี้น้ำที่คั้นได้จากใบกะเพราหากนำมาทาผิวหนัง ยังสามารถช่วยรักษา กลาก เกลื้อน ได้อีกด้วย
ใบกะเพรา - ยังสามารถแก้อาการปวดท้องของเด็กได้ดี วิธีการใช้นั้น นำใบกะเพรามาคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับยามหาหิงคุ์ และทาบริเวณรอบๆสะดือ ของเด็ก
ใบกะเพราแห้ง - นำมาบดแล้วชงกินกับน้ำ สรรพคุณที่ได้ จะช่วยยับยั้งการเจริญติบโตของเชื้อโรคบางชนิดและฆ่าเชื่อจุลินทรีย์บางอย่างในลำไส้อีกด้วย
เมล็ด - เมล็ดของกะเพรานำมาแช่น้ำ จะได้หมอกของเหลวสีขาว ใช้พอกบริเวณตา เมื่อมีอาการฝุ่นเข้าตา จะทำให้ตาไม่บวมช้ำ
ราก - รากของกะเพรา นำไปตากให้แห้ง ต้มกับน้ำเดือด มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุได้เป็นอย่างดี และแก้อาการธาตุพิการ

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หอมแดง สรรพคุณไม่ธรรมดาพาไกลโรค


หอม” (มีชื่อพื้นบ้านว่า หอมไทย หอมหัวเล็ก หอมเล็ก หอมแดง และหอมหัวแดงคนไทย) มีหลายชนิดแตกต่างกันไป ตามขนาด สี และกลิ่นหอม หอมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็น หอมหัวเล็ก หรือที่เรียกว่า “หอมแดง”นั่นเอง ช่วงนี้จะเห็นหลายคนๆ มีอาการ ทั้งไอ จาม เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก บางคนเลือกซื้อยามาทาน เป็นอาทิตย์ก็ยังไม่หาย เสียงเปลี่ยน เจ็บคอ เห็นแล้วสงสาร ก็หาข้อมูลว่ามีผักสวนครัวพื้นบ้านเราอะไรบ้าง ที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้

เคล็ด(ไม่)ลับ สรรพคุณทางยา

ในหอมแดงอุดมด้วยวิตามิน และคุณค่าทางอาหารครบถ้วน แถมยังเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย บำรุงสมอง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ที่สำคัญ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ไม่ขึ้นลงวูบวาบ

ด้วยความหลากหลายของตัวยาในหอมแดง ส่งผลให้มีสรรพคุณมากตามไปด้วย ข้อมูลจากสถาบันอภัยภูเบศรกล่าวถึงวิธีใช้ประโยชน์ของหอมแดงไว้ดังนี้

ไข้หวัด แก้หวัดคัดจมูก และช่วยลดน้ำมูก

ใช้หัวเล็กปอกเปลือกทุบพอแตก ห่อผ้าบางๆ วางไว้ตรงหัวนอน เพื่อให้กลิ่นหัวหอมเข้าจมูก ช่วยทำให้จมูกโล่ง สามารถบรรทาอาการหวัดได้ (วางไว้เวลาเด็กหลับ)

บรรเทาอาการท้องเดิน ท้องอืด/แน่น ขับลม

นำมาซอยเป็นแว่น ต้มเอาน้ำดื่ม

โรคหืดหอบ ไอเรื้อรั้ง

ใช้หัวหอมขนาดประมาณหัวแม่มือ ใส่ขิงและกระเทียม ผสมน้ำ 1 แก้ว แล้วปั่นกรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว 2-3 ลูก ดื่มวันละ 1 แก้ว หลังแปรงฝันเสร็จ อาการหอบหืดจะค่อยๆ ดีขึ้น

แก้ผื่นคัน ลดการอักเสบ

หอมแดงหัวเล็ก 4-5 หัว ตำให้แหลก คั้นเอาน้ำ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น 30 นาที จากนั้นนำมาทาบริเวณที่เป็นเม็ดผดผื่น

รักษาสิวและลดรอยด่างดำ

หอมแดงหัวเล็ก 4-5 หัว ล้างให้สะอาดแล้วนำมาย่างไฟ หรือฝานบางๆ ใช้แปะไว้บริเวณที่เป็นสิวหรือรอยด่างดำบนใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา และปลายจมูก เพราะอาจเกิดการระคายเคืองจากกำมะถันในน้ำหอมแดง ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ รอยด่างดำจะค่อยๆ จางลง

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ผักหวานป่าผักบ้านๆที่ประโยชน์ล้นหลาม


ผักหวานป่า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพืชผักสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณมาก ๆ เลย คนส่วนใหญ่ชอบนำ ผักหวานป่า มาจิ้มกับน้ำพริก แต่วันนี้เราก็มีเรื่องของ สรรพคุณของผักหวานป่า และ ประโยชน์ของผักหวานป่า มาฝากกันอีกเช่นเคย เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ขึ้นสิ่งดี ๆ ที่ร่างกายของคนเราควรจะได้รับจากพืชผักสมุนไพรต่าง ๆ ว่าแล้วเราก็มาทำความรู้จักกับ สรรพคุณของผักหวานป่า และ ประโยชน์ของผักหวานป่า กันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง และมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอย่างไร และช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้างนะ มาดูกันเลยดีกว่ากับ สรรพคุณของผักหวานป่า และ ประโยชน์ของผักหวานป่า

คุณค่าทางอาหารของผักหวานป่า

ผักหวานป่าจัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านแหล่งโปรตีน วิตามินซี และพลังงาน นอกจากนี้ยังมีปริมาณเยื่อใยพอสมควรช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้น ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม จะประกอบด้วยน้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดท 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และค่าพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) อย่างไรก็ตามการบริโภคผักหวานป่าควรปรุงให้สุกเสียก่อน เนื่องจากการบริโภคสด ๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการเบื่อเมา เป็นไข้ และอาเจียนได้ การนำผักหวานป่ามาปรุงอาหารนั้นใช้ได้ทั้งส่วนที่เป็นยอดและใบอ่อน นำช่อผลอ่อน ๆ สำหรับผลแก่อาจลอกเนื้อทิ้งนำเมล็ดไปต้มรับประทานได้เช่นเดียวกับเมล็ดขนุน มีรสหวานมัน การปรุงอาหารจากผักหวานป่า นอกจากต้ม ลวก เป็นผักจิ้มน้ำพริกแล้วอาจนำไปทำแกง แกงเลียง หรือต้มจืดได้เช่นกัน

ประโยชน์ของผักหวานป่า

ผักหวานป่าถือว่าเป็นเครื่องยาไทยจำพวกผักจะใช้ส่วนรากมาทำยา รากมีรสเย็นสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ดีพิการ แก้เชื่อมมัว แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้กระสับกระส่าย พบว่าผักหวานป่าจัดเป็นทั้งอาหารและยาประจำฤดูร้อนแก้อาการของธาตุไฟได้ตามแพทย์แผนไทย ส่วนยอดก็นิยมนำมาปรุงอาหารมีรสหวานกรอบช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำและระบายความร้อนหรือใช้ปรุงเป็นยาเขียวเพื่อลดไข้ ลดความร้อน ปัจจุบันพบว่ามีการนำมาพัฒนาเป็นชาผักหวานป่าทำเป็นเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ

สรรพคุณของผักหวานป่า

ส่วนของลำต้นจะใช้แก่นผักหวานต้มรับประทานน้ำเป็นยาแก้ปวดตามข้อหรือปานดงหรือจะใช้ต้นผักหวานกับต้นนมสาวเป็นยาเพิ่มน้ำนมแม่หลังคลอดบุตร รากต้มรับประทานน้ำเป็นยาเย็นแก้พิษร้อนในแก้น้ำดีพิการและแก้ปวดมดลูก

ส่วนที่ใช้ประโยชน์

ลำต้น ใช้ประโยชน์ในทางเป็นพืชสมุนไพรอย่างหนึ่ง ยอดอ่อน ดอกอ่อน และ ผลอ่อนใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้ม ผัด แกง ทอด ส่วน ผลสุกนำมาต้มให้สุกและรับประทานเนื้อข้างใน


แกงผักหวานปลากรอบนอกจากจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานและคุณค่าทางโภชนาการสูง ยังเป็นแหล่งที่สำคัญของใยอาหาร ซึ่งมาจากการใส่ผักผักหวานและเห็ดลงไป จึงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายของร่างกายคนเรา แวะมาทานอาหารหรือสนใจเมนูอาหารสุขภาพเมนูอื่นสอบถามได้ที่ร้าน thehome ถนนเลี่ยงเมือง เทศบาลนครอุบลราชธานี โทรสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่ 085 311 3331 เปิดบริการทุกวัน 17:30 - 23:45 น.

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กินผักกาดขาว เจ็บป่วยอะไรก็แก้ได้


ผักตระกูลผักกาดมีอยู่หลายชนิด ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนไทย ก็มี ผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกาดหัว เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ประกอบอาหารได้หลายชนิด บางคนก็ชอบ แต่บางคนกลับไม่ชอบ บางคนชอบกินก้าน หรือบางคนก็ชอบกินใบเสียมากกว่า เอาเป็นว่า...ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เรามีสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในผักชนิดนี้มาบอกต่อกันถึงสรรพคุณและประโยชน์ของผักกาด จากคนที่ชอบกินก็ยิ่งดี ส่วนคนที่ไม่ชอบอาจเปลี่ยนใจมาชอบก็เป็นได้

ผักกาดขาวเป็นพืชล้มลุก ที่อยู่ในวงศ์ผักกาด มีลักษณะอวบน้ำ รับประทานใบเป็นหลัก เป็นผักที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำและเส้นใยอาหาร รสหวานเล็กน้อย อ่อนนุ่ม ดูดซับน้ำได้ดี จึงมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้

ลักษณะของผักกาดขาว
ราก - เป็นระบบรากแก้ว แข็งแรง อ้วนกลม แต่ก็มีรากฝอยอยู่ประปราย โดยรากทั้งหมดจะไม่แผ่ขยายไปไกลมาก มักอยู่รวมกันเป็นกระจุก
ลำต้น - ลำต้นจะมองไม่ค่อยเห็นในช่วงแรกๆ มีลักษณะอ้วนกลม ตั้งตรง เป็นข้อสั้นๆ
ใบ - แตกออกมาจากลำต้น มีลักษณะอวบน้ำ ก้านใบอวบสีขาวออกเขียวเล็กน้อย แผ่นใบสีเขียวอ่อน โดยใบด้านในสีจะอ่อนกว่าใบด้านนอก เป็นกาบหุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ แผ่นใบอ่อนนุ่ม ผิวใบหยัก ขนาดและรูปร่างของใบแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์
ดอก - ออกดอกเป็นช่อ แต่ละดอกประกอบไปด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ก้านช่อดอกยาว ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกสีเหลือง มีเกสรตัวเมีย 1 อัน เกสรตัวผู้ 5 อัน
เมล็ด - เมล็ดมีลักษณะแบนยาว หัวท้ายแหลม เปลือกบาง สีเทาปนครีม

พันธุ์ของผักกาดขาวที่นิยมปลูก

1. ผักกาดขาวพันธุ์เข้าปลียาว ปลีจะสูง ลักษณะเป็นรูปไข่
2. ผักกาดขาวพันธุ์เข้าปลีกลมแน่น หัวจะกลมและกาบใบจะแน่นกว่าพันธุ์ปลียาว
3. ผักกาดขาวพันธุ์ปลีหลวม คือผักกาดพื้นเมืองทั่วไป ปลูกง่าย มีลักษณะใบไม่ห่อ แต่อร่อยน้อยกว่าสองสายพันธุ์ด้านบน

ผักกาดขาว สรรพคุณแก้ปัญหาท้องผูก ได้อยู่หมัด

สำหรับคุณสมบัติเด่นของผักกาดขาวคงถูกใจคนที่มีปัญหาท้องผูก หรือมักมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายไม่เป็นปกติแน่ๆ เพราะเป็นผักที่มีเส้นใยอาหารสูงมาก จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น "เจ้าแห่งเส้นใยอาหาร" นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายไม่ให้สะสมจนส่งผลให้เกิดโรคอย่างโรคมะเร็งลำไส้ได้ หากรู้สึกว่าร่างกายขาดสารอาหารให้กินผักกาดขาวสิ เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ทั้งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี กรดอะมิโน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส เหล็ก ทองแดง สังกะสี ซิลิกอน โมลิบดีนัม โบรอน กรดนิโคตินิก เป็นต้น

ในผักกาดขาวยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล น้ำและพลังงาน ซึ่งล้วนมีความจำเป็นต่อสุขภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ระบบการหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ลดความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อทำงานอย่างเป็นปกติ ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ บรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ช่วยดับกระหายเพราะผักกาดขาวนั้นมีรสหวานและมีฤทธิ์เย็น เป็นต้น นอกจากจะเป็นผักแล้วผักกาดขาวยังจัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าต่อคนเรามาก แถมมีวางขายให้เราได้เลือกซื้อมากินกันอยู่ทุกที่ นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู หรือจะกินแบบสดเป็นผักเคียงกับน้ำพริกหรือส้มตำก็อร่อยไม่แพ้กัน แถมสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

มะเขือเทศลูกเล็กสีแดง แต่ประโยชน์ไม่เล็กนี้


มะเขือเทศลูกเล็กสีแดง แต่ประโยชน์ไม่เล็กนี้ หาซื้อทานได้ง่ายตามตลาดทั่วไป หรือ ห้างสรรพสินค้า ราคาค่อนข้างถูก ส่วนมากนิยมนำมาปรุงเป็นส่วนประกอบของอาหาร ตกแต่งอาหาร และ ใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณในมะเขือเทศ มีประโยชน์มากมาย เพราะมีวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินซี ( C ), วิตามินเอ ( A ), วิตามินเค ( K ), วิตามินพี ( P ), วิตามินบี ( B ), แคลเซียม, ธาตุเหล็ก, ฟอสฟอรัส และ ที่สำคัญมี ไลโคปีน ( Lycopene ) ที่ช่วยบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี มะเขือเทศไม่ได้แค่สวยน่ากิน หรือ นำมาประดับอาหาร เท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยป้องกันโรคร้าย ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณได้ ( ประโยชน์มะเขือเทศ )

1. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
ในมะเขือเทศมีไลโคปีนที่สูง และ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคมะเร็งเต้านม, โรคมะเร็งตับอ่อน, โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก, โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร, โรคมะเร็งปอด และ โรคมะเร็งรังไข่ในเพศหญิงได้

2. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงมักพบได้ในวัยรุ่นจนถึงวัยผู้สูงอายุ และ มีความเสี่ยงมากถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ถ้าหากใครที่ชอบทานมะเขือเทศเป็นประจำอยู่แล้ว ก็จะช่วยได้ เพราะในมะเขือเทศมี วิตามินพี ( P )ที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

3. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ หรือ โรคความจำเสื่อม
โรคความจำเสื่อม หรือ ที่เรียกว่าอัลไซเมอร์ มักพบกับวัยผู้สูงอายุ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ยังไม่ถึงวัยสูงอายุจะไม่มีความเสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อม หรือ โรคอัลไซเมอร์ แต่เราสามารถป้องกันได้ ด้วยการกินมะเขือเทศ ให้เป็นประจำ จะทำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพของสมอง และ ระบบประสาทที่ส่งผลในระยะยาว เมื่อไปถึงอายุมากจะสามารถช่วยลดความเสี่ยง ของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

4.ช่วยป้องกันโรคหอบหืด
การเป็นโรคหอบหืดสามารถเกิดขึ้น ได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งก็มีอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องมีการพบว่าในมะเขือเทศ มีส่วนช่วยป้องกันโรคหอบหืดได้

5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
โรคหัวใจ โรคร้ายที่น่ากลัว การกินมะเขือเทศก็มีส่วนช่วยป้องกันได้เช่นกัน เพราะ ในมะเขือเทศมีสารอาหารที่จะช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจได้ดีถ้าหากกินมะเขือเทศ เป็นประจำ

หากคุณต้องการรับประทานมะเขือเทศ และต้องการปริมาณไลโคปีนสูง แนะนำให้รับประทานมะเขือเทศ ที่ผ่านความร้อนมาแล้ว เพราะจะมีไลโคปีนที่สูง เช่น ซอสมะเขือเทศจากพิชซา และ ที่สำคัญ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และ สุขภาพดี ห่างไกลจากโรคร้าย จะต้อง ออกกำลังกาย ควบคู่ไปด้วยนะคะ

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไข่มดแดง โปรตีนสูงแต่แคลอรี่ต่ำ



ไข่มดแดง ถือเป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะมี โปรตีนสูง โดยในไข่มดแดง 100 กรัม หรือประมาณ 6 ช้อนกินข้าว จะมีโปรตีนสูงถึง 8.2 กรัม แถมไข่มดแดงยังมีไขมันและแคลอรีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับไข่ไก่ เพราะไข่มดแดงมีไขมันเพียง 2.6 กรัม ในขณะที่ไข่ไก่มีไขมันมากถึง 11.7 กรัม สำหรับปริมาณกิโลแคลอรีในไข่มดแดงให้พลังงาน 86 กิโลแคลอรี ในขณะที่ไข่ไก่ให้พลังงานถึง 155 กิโลแคลอรี เมื่อเทียบคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน

และนอกจากที่ไข่มดแดงจะเป็นเมนูที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว วิธีการนำไข่มดแดงมาปรุงประกอบให้สะอาด ปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องล้างก่อนนำมาปรุงประกอบอาหาร และต้มหรือลวกให้สุกทุกครั้ง ไม่ควรกินแบบสุกๆ ดิบๆ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค สำหรับวัตถุดิบที่นิยมนำมาปรุงประกอบกับไข่มดแดง มักจะเป็นผักพื้นบ้าน จะต้องล้างทำความสะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนจากเชื้อโรค และพยาธิ สารพิษหรือยาฆ่าแมลงเช่นเดียวกัน โดยการล้างอย่างน้อย 3 น้ำ


ช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่เมนูไข่มดแดงกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหาซื้อได้ตามท้องตลาด และบางพื้นที่ยังสามารถสอยไข่มดแดงมาปรุงประกอบได้เอง วันนี้เราได้นำเมนูเด็ดของทางร้านมาแนะนำ นั่นก็คือ เมนูแกงผักหวานไข่มดแดง ซึ่งเมนูนี้เป็นเมนูเด็ดประจำร้านของเรา ที่ใครๆได้ลองรับรองติดใจ

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เห็ดหูหนูขาวเพื่อสุขภาพและผิวพรรณ


เห็ดหูหนู เป็น เห็ด ที่หาทานได้ง่ายราคาไม่แพง เป็นเห็ดที่นิยมนำมาทำเป็นอาหาร และผลิตเป็นสารสกัด เพื่อช่วยบำรุงร่างกายและผิวพรรณ เห็ดหูหนูสามารถแบ่งชนิดหลัก ๆ ได้ ตามสีของของเห็ดคือ เห็ดหูหนูดำ และ เห็ดหูหนูขาว โดยทั้งสองชนิดมีประโยชน์คล้าย ๆ กันแต่จะให้ประโยชน์แก่อวัยวะภายในร่างกายแต่ละส่วนแตกต่างกัน

ประโยชน์โดยรวมของเห็ดหูหนูทั้งขาวและดำ คือช่วยบำรุงเลือด ช่วยชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงระบบย่อยอาหาร บำรุงสมอง โดยเฉพาะเห็ดหูหนูขาว ที่ได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นสุดยอดของเห็ดเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงเห็ดหูหนูขาว เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักและไม่เคยทาน เห็ดหูหนูขาว หรือ ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Tremella Mushroom, Tremella Fuciformis Mushroom ( White Jelly Fungus ) เป็นเห็ดที่มีลักษณะเหมือนเยลลี่ อุ้มน้ำได้ดี เป็นเห็ดที่รู้จักกันดีในวงการแพทย์แผนจีน โดยมีประวัติอันยาวนาน ถูกใช้ในตำรับอาหารช่วยบำรุงกำลัง และใช้ในตำรับยาภายในพระราชวังหลวง มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ถึงขนาดมีการจดบันทึกว่า นางสนมหยางกุ้ยเฟย ที่ได้รับการยกย่องและขนานนามว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดคนนึงในประวัติศาสตร์ของจีน มีการใช้เห็ดหูหนูขาวเป็นส่วนประกอบในสูตรยาเพื่อช่วยรักษาผิวพรรณและความงาม


เห็ดหูหนูขาวกับผิวพรรณ

คุณประโยชน์ของเห็ดหูหนูขาวที่กำลังได้รับความนิยมและพูดถึงมากเรื่องนึงในตอนนี้คือ คุณสมบัติที่ช่วยเรื่องการบำรุงผิวพรรณ การทานเห็ดหูหนูขาวจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น อิ่มน้ำให้กับผิวพรรณ เนื่องจากเห็ดหูหนูขาว สามารถซับ และอุ้มน้ำได้มาก ถือเป็นไฟโต ไฮยาลูโรเนด (Hyaluronate) ตามธรรมชาติ ที่ช่วยจัดการกับอนุมูลอิสระภายในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ ผิวเรียบเนียน คืนความเต่งตึงให้กับผิวและใบหน้าได้


สรรพคุณของเห็ดหูหนูขาว

นอกจากเรื่องผิวที่เด่น ๆ แล้ว เห็ดหูหนูขาวนั้นยังเป็นพืชที่มีสรรพคุณอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งช่วยบำรุงร่างกาย และยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ สำหรับประโยชน์ต่อร่างกายนั้น เห็ดหูหนูขาวจะออกฤทธิ์โดยตรงกับปอด ไต กระเพาะอาหาร และ กระดูก จากงานวิจัยสมัยใหม่พบว่าในเห็ดหูหนูขาวประกอบด้วย สารอาหารต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ใยอาหาร วิตามิน มีกรดอะมิโนสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายหลายตัว มีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่ร้อน ไม่เย็น มีรสหวาน จึงจัดอยู่ในคุณสมบัติของยาบำรุง เสริมพลัง

🍄 ช่วยบำรุงสมอง มีฤทธิ์ช่วยสงบประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดี

🍄 เสริมและบำรุงสารน้ำของปอด

🍄 บำรุงไต

🍄 บรรเทาอาการไอ

🍄 บำรุงหัวใจ


เห็ดหูหนูขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งสูงกว่าเบต้าแคโรทีนในผักสีส้มและเหลือง มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จึงเป็นสุดยอดเห็ดอีกชนิดที่มีความโดดเด่นในการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี ลดความดัน ลดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบและหลอดเลือดในสมองแตกได้

เห็ดหูหนูขาวกับการควบคุมน้ำหนัก

เมื่อผิวสวย สุขภาพดีแล้ว เรื่องรูปร่างก็ไม่น้อยหน้า เนื่องด้วยเห็ดหูหนูขาวเป็นพืชตระกูลเห็ด ที่ให้พลังงานน้อย และมีคอเรสเตอรอลต่ำ มีใยอาหารที่ไม่ละลายในน้ำ ทำให้ทานแล้วอิ่มได้นาน ช่วยทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระเลือดช้าลง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความสมดุล และยังช่วยให้ระดับไขมันในเลือดลดลง ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี เห็ดหูหนูจึงเป็นตัวช่วยตัวนึงในการลดน้ำหนัก


รับประทานเห็ดหูหนูขาวกันเถอะ

จากข้อมูลที่ได้เล่าสู่กันฟัง การรับประทานเห็ดหูหนูขาว จึงเป็นทางเลือกนึงในการดูแลสุขภาพร่างกายแบบครบวงจร ทั้งบำรุงกำลัง บำรุงกระดูก ข้อต่อ บำรุงอวัยวะภายใน ช่วยควบคุมน้ำหนัก บำรุงผิวให้เต่งตึง ชุ่มน้ำ ใครสนใจ ก็ลองไปหาเห็ดหูหนูมารับประทานกัน ซึ่งเห็ดหูหนูขาวถือเป็นเห็ดที่หาซื้อได้ง่าย มีให้เลือกซื้อทั้งแบบแห้ง และแบบแปรรูป ถือเป็นเห็ดที่รับประทานอร่อย สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งคาว และหวาน วันนี้เรามีเมนูมานำเสนอค่ะ นั่นก็คือ เมนู ปลากระพงนึ่งมะนาว เป็นเมนูที่ได้ประโยชน์ทั้งจากปลาและเห็ด รสชาติอร่อยเปรี้ยวแซ่บจนหยุดไม่อยู่แน่นอน เป็นเมนูยอดนิยมของคนรักรสชาติจัดจ้านเผ็ดร้อน ปลากะพงเนื้อนุ่มนึ่งกับมะนาวได้รสชาติที่กินแล้วอยากอาหารมากยิ่งขึ้น กินเป็นกับแกล้มเหล้าก็อร่อย กินเป็นกับข้าวก็เยี่ยม

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผักรสขมคุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม


พอพูดถึงผักรสขมทำให้หลายคนถึงกับออกอาการสะอิดสะเอียนเพราะนอกจากจะมีรสชาติขมปี๋เป็นเอกลักษณ์เเล้วยังมีกลิ่นเหม็นเขียวเตะจมูกอีกต่างหากก็คงไม่แปลกหรอกนะคะที่ใครหลายคนจะไม่รัก ผัก เเม้ผักจะมีมากมายหลายชนิดเเต่ส่วนใหญ่ผักรสขมทั้งหลายก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมเเต่ถ้าคุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า"หวานเป็นลมขมเป็นยา"ตามที่โบราณเขาว่ามาก็อยากให้คุณลองเปิดใจให้ผักรสขมทั้งหลายที่ประโยชน์ของมันเหลือล้นเกินบรรยายไม่ได้ขมปี๋เเบบรสชาติของมันเลยวันนี้เราเลยอยากชวนคุณผู้อ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับผักรสขมที่ให้ประโยชน์เเบบที่คุณไม่ควรมองข้ามมาเเบ่งปันกันคะ

1.สะเดา


เปิดลำดับเเรกด้วยผักที่ดิฉันเชื่อว่าใครหลายคนต้องรู้จักหรือเคยทานกันบ้างล่ะคะสะเดามีสรรพมีฤทธิ์เป็นยาที่มีคุณค่ามากเลยล่ะคะอีกทั้งยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการให้วิตามินเเละเเร่ธาตที่จำเป็นต่อร่างกายเช่นโปรตีนคาร์โบไฮเดรตฟอสฟอรัสเหล็กเบต้าเเคโรทีนหรือวิตามินซีการทานสะเดายังช่วยบำรุงเลือดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชะลอความเสื่อมของเซลล์หรือโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะถ้าคุณนำเอาสะเดามาต้มเเล้วดื่มก็จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี(เเต่ก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีด้วยนะคะ)

2.มะระจีน


อีกหนึ่งชนิดผักรสขมปี๋ที่คุณอาจเเทบไม่เคยเเตะเเเม้จะมีการนำเอามาทำเมนูอาหารอย่างมะระยัดไส้หมูคุณก็ยังเลือกทานเเค่เนื้อหมูอยู่ดีใช่ไหมละคะเเต่หลังจากวันนี้เราอยากให้คุณได้ลองชิมรสมันดูนะคะเพราะประโยชน์ของมะระจีนขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นผักที่ทานเพื่อช่วยรักษาโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดีเพราะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดมีสารรสขมที่เรียกว่าMomodicineช่วยกระตุ้นให้รู้สึกเจริญอาหารช่วยเสริมสร้างการทำงานของกระดูกเเละสมองมะระจีนยังช่วยขับพิษเเละบำรุงตับได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะเเละที่สำคัญที่คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ควรมองข้ามคือการทานมะระจีนช่วยบำรุงสายตาเเละผิวพรรณของคุณดีขึ้นอีกด้วยนะคะรู้อย่างนี้เเล้วกล้าเมินใส่เจ้ามะระจีนได้ลงคอเหรอคะ

3.มะระขี้นก


เราขอยกเอามะระขี้นกผักอีกชนิดที่หลายคนก็นิยมเอาไปเป็นผักเคียงทานคู่กับน้ำพริกก็เพราะประโยชน์มากล้นของมันนี่ล่ะคะเเม้มะระขี้นกจะถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งชนิดผักที่ให้รสขมปี๋ไม่มีใครเทียบเทียมเเต่คุณประโยชน์มากล้นของมะระขี้นกที่ไม่ธรรมดาเช่นมีสรรพคุณในการช่วยในเรื่องของการขับถ่ายแก้อาการท้องผูกหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้รักษาโรคบิดหรือแก้พิษล้างพิษได้เป็นอย่างดีมะระขี้นกเองก็ยังช่วยดูเเลโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดีเพราะมีสารซาเเรนตินที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดกระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาลเเละชะลอความผิดปกติของไตได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะว่าเเล้วเย็นนี้รีบตรงไปตลาดหามะระขี้นกมาลองทานกันดีกว่านะคะ

4.ขี้เหล็ก

ขี้เหล็กเป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านของภาคใต้ซึ่งจะนิยมทานกันเป็นอย่างมากเเต่ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่าขี้เหล็กจะได้รับความนิยมเเค่ในผู้คนในภาคใต้เเค่เพียงเท่านั้นนะคะเราลองมาดูประโยชน์เน้นของขี้เหล็กกันดีกว่าคะขี้เหล็กขึ้นชื่อในเรื่องของผักรสชมที่ช่วยให้นอนหลับได้เร็วเเละสบายมากขึ้นเพราะใบขี้เหล็กช่วยออกฤทธิ์สงบประสาทประสาททำให้รู้สึกหลับได้สบายมากยิ่งขึ้นขี้เหล็กยังให้สารอาหารประเภทวิตามินเบต้าเเคโรทีนเหล็กฟอสฟอรัสเหล็กเเละเป็นพืชที่มีเส้นใยอาหารสูงอีกด้วยนะคะถ้าใครอยากลองทานขี้เหล็กก็ลองเริ่มจากเมนูยอดฮิตอย่าง"แกงขี้เหล็ก"ดูสักถ้วยกับข้าวสวยร้อนๆเเค่นี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเเล้วล่ะค่ะ

5. ยอ (ใบยอหรือลูกยอ)


ใครรู้จักผักรสขมชนิดนี้เเสดงตัวเลยคะเพราะน้อยคนนักที่จะรู้จักพืชสมุนไพรชนิดนี้เเต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่นิยมนำยอไปประกอบอาหารนะคะเเต่รู้ไหมคะว่าเจ้าลูกยอก็มีวิตามินสูงมากทั้งยังช่วยขับลมในกระเพาะอาหารเเละที่สำคัญยังเป็นอีกพืชสมุนไพรที่ช่วยต้านทานมะเร็งได้ใบยอก็ยังช่วยแก้โรคเบาหวานโรคหลอดเลือดหรือโรคหัวใจได้สำหรับคุณผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติลองนำใบยอมาต้มดื่มก็ช่วยได้ดีเช่นกันนะคะสำหรับผลยอหรือลูกยอช่วยลดไข้แก้อาเจียนเเละมีฤทธิ์ในการช่วยเจริญอาหารได้ทีดีเดียวคะเห็นรูปร่างของมันเเปลกๆแบบนี้ที่ไหนได้ประโยชน์ไม่ใช่เล่นๆเลยนะคะ

มาถึงตอนนี้คุณผู้อ่านทุกคนเริ่มรู้สึกอยากทานผักรสขมกันบ้างหรือยังคะถ้าเริ่มรู้สึกอยากลิ้มลองมันบ้างเเล้วก็ลุยเลยคะศึกษาเลยว่าเเต่ละชนิดสามารถนำมาทำเป็นเมนูของคุณได้อย่างไรเเต่ถ้าใครยังไม่ของเลือกทานมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนักนะคะอาจจะค่อยๆลองทานวันเล็กวันละน้อยเชื่อได้เลยว่าสักวันหนึ่งคุณอาจจะหล'รักเจ้าผักรสขมทั้งหลายอย่างเเน่นอนคะนอกจากทานเพื่อสุขภาพดีเเล้วก็ยังช่วยป้องกันคุณจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ดีอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สุดยอดสมุนไพรไทย ที่ใครๆก็รู้จัก



ในปัจจุบัน อาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างปวดศีรษะ ปวดท้อง ฯลฯ หลายคนมักจะเลือกใช้ยาแผนปัจจุบัน โดยคิดว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วทันใจดี แต่ลองมองซิว่า รอบ ๆ บ้านมีพืชสมุนไพรไทยอะไรปลูกอยู่หรือเปล่า เพราะพืชสมุนไพรเหล่านี้สามารถนำมาใช้รักษาอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ได้ผลชะงัดนักแล แถมบางชนิดยังสามารถบรรเทาอาการโรคยอดฮิตได้ด้วยนะ

วันนี้เราเลยขอหยิบสมุนไพรไทย ที่คนรู้จักดี มาบอกเล่าเก้าสิบถึงสรรพคุณให้ทราบกันอีกครั้งค่ะ


ว่านหางจระเข้

ไม้ล้มลุกใบใหญ่หนาที่ทุกคนรู้จักกันดี แม้ถิ่นกำเนิดจะอยู่ไกลถึงฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกา แต่ในประเทศไทยก็มีการปลูกว่านหางจระเข้อย่างแพร่หลาย ซึ่งในตำรับยาไทยก็ใช้ว่านหางจระเข้บำบัดอาการต่าง ๆ ได้มากมาย จนเป็นที่รู้จักว่า เป็นพืชอัศจรรย์ที่มีสรรพคุณสารพัดประโยชน์

โดย "วุ้นในใบสด" สามารถนำมาบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ แต่สรรพคุณเด่น ๆ ที่ทุกคนน่าจะรู้จักก็คือ นำมาพอกแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ แก้ปวดแสบปวดร้อน แผลเรื้อรัง รักษาผิวที่ถูกแดดเผา แผลในกระเพาะอาหาร และช่วยถอนพิษได้ เพราะว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยสมานแผล แต่มีข้อแนะนำว่า ก่อนใช้ควรทดสอบดูก่อนว่าแพ้หรือไม่ โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้ นอกจากส่วนวุ้นในใบสดแล้ว ส่วน"ยางในใบ" ก็สามารถนำมาทำเป็นยาระบายได้ และส่วน "เหง้า" ก็นำไปต้มน้ำรับประทาน แก้โรคหนองในได้


ขมิ้นชัน

เรียกกันทั่วไปว่า "ขมิ้น" เป็นไม้ล้มลุกมีสีเหลืองอมส้ม มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม คนนิยมนำ "เหง้า" ทั้งสดและแห้งมาใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมทั้งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง จุกเสียดแน่นท้อง และสามารถนำขมิ้นชันมาทาภายนอก เพื่อใช้รักษาแผลเรื้อรัง แผลสด โรคผิวหนัง พุพอง รักษาชันนะตุ

นอกจากนั้น "ขมิ้นชัน" ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ "คูเคอร์มิน" ที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งตับ อีกทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง หรือใครที่มีแผลอักเสบ "ขมิ้นชัน" ก็มีสรรพคุณช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะมีฤทธิ์ไปลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง และหากรับประทานขมิ้นชันทุกวัน ตามเวลาจะช่วยให้ความจำดีขึ้น ไม่อ่อนเพลียยามตื่นนอน และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น


กะเพรา

แม้จะเป็นผักที่คนไทยนิยมสั่งมารับประทานเวลาที่นึกไม่ออก แต่ก็มีน้อยคนที่จะรู้ว่า กะเพรา มีสรรพคุณอะไรบ้าง ที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับลม ช่วยแก้จุดเสียด แน่นท้อง แก้ปวดท้องอุจจาระ ส่วนน้ำสกัดทั้งต้น สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร สำหรับเมล็ดกะเพรา ก็สามารถพอกตาให้ผงหรือฝุ่นที่เข้าตาหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้ว รากกะเพราแห้ง ๆ ยังนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแก้โรคธาตุพิการได้

และสรรพคุณเด็ดของกะเพราอีกประการก็คือ ช่วยขับไขมันและน้ำตาล เคยสงสัยบ้างไหมล่ะ ทำไมอาหารตามสั่งต้องมีเมนูผัดกะเพราเนื้อ กะเพราไก่ กะเพราหมู นั่นก็เพราะนอกจากใบกะเพราจะช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้แล้ว ยังมีฤทธิ์ขับไขมัน และน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย อีกทั้ง กะเพราจะช่วยขับน้ำดีในตับออกมาให้ช่วยย่อยไขมันได้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น หากบอกว่า รับประทานกะเพราแล้วจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจ ก็คงไม่ผิดนัก


มะขามป้อม

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลางที่จัดเป็นยาอายุวัฒนะ เพราะมีสรรพคุณเพียบในแทบทุกส่วนของต้น แต่ที่รู้จักกันดีก็คือ ผลของมะขามป้อมจะมีรสเปรี้ยวมาก ๆ แต่ก็ชุ่มคอ และให้วิตามินซีสูงมากเช่นกัน ดังนั้น จึงมีคนนำผลมะขามป้อมสดมาใช้เป็นยาแก้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะ รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน

นอกจากนั้นแล้ว ส่วน "ราก" ยังแก้พิษตะขาบกัด แก้ร้อนใน ลดความดันโลหิต แก้โรคเรื้อน ส่วนเปลือก แก้โรคบิด และฟกช้ำ ส่วนปมก้าน ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก แก้ปวดฟัน "ผลแห้ง" ใช้รักษาอาการท้องเสียง หนองใน เยื่อบุตาอักเสบ แก้ตกเลือด และส่วน "เมล็ด" ก็สามารถนำไปเผาไฟผสมกับน้ำมันพืช ทาแก้คัน แก้หืด หรือจะตำเมล็ดให้เป็นผง ชงกับน้ำร้อนดื่มแก้โรคเบาหวาน หอบหืด หลอดลมอักเสบก็ได้


ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ทุกส่วนมีรสขม สรรพคุณเด่น ๆ ที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือ ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้หวัดใหญ่ แก้ร้อนใน เพราะมีฤทธิ์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย หากรับประทานบ่อย ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย นอกจากเรื่องหวัดแล้ว ฟ้าทะลายโจรยังระงับอาการอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ขับเสมหะ รักษาอาการท้องเสีย ลำไส้อักเสบ รักษาโรคตับ เบาหวาน โรคงูสวัด ริดสีดวงทวาร และรสขมของฟ้าทะลายโจรยังช่วยให้เจริญอาหารขึ้น

ข้อควรระวัง ก็คือ คนที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A, ผู้ที่เป็นโรคหัวใจรูห์มาติค, มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย, เป็นความดันต่ำ และสตรีมีครรภ์ ไม่ควรทานฟ้าทะลายโจร และหากใครทานแล้วเกิดปวดท้อง ปวดเอว วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร นอกจากนั้นแล้ว ยังไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกินไป เพราะอาจทำให้แขนขามีอาการชา หรืออ่อนแรงได้

จะเห็นได้ว่าสมุนไพรใกล้ตัวมากมายเหล่านี้มีประโยชน์อย่างที่นึกไม่ถึงมาก่อน แต่คำนึงไว้ด้วยว่า สมุนไพรจะรักษาโรคได้ต้องขึ้นอยู่กับวิธีการใช้สมุนไพรตามตำรับยาด้วย และที่สำคัญ คือสมุนไพรบางชนิดก็ไม่เหมาะกับคนที่ป่วยด้วยโรคบางประเภท หรือสตรีมีครรภ์ ดังนั้น ควรศึกษาข้อมูล และข้อควรระวังทุกครั้งก่อนจะใช้สมุนไพรจะดีที่สุดค่ะ

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทานหอยนางรมอย่างไร? ให้ได้คุณประโยชน์ ไม่เกิดโทษต่อร่างกาย



หากพูดถึงอาหารบำรุงร่างกายและสมรรถภาพทางเพศแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของ"หอยนางรม" (Oyster) มักเป็นอาหารประเภทแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ซึ่งหอยนางรมสามารถรับประทานได้ทั้งแบบสด นำมาปรุงสุกและนำมาแปรรูปในรูปแบบของซอสหรือผงปรุงรส ด้วยคุณประโยชน์เด่นของหอยนางรมคือเป็นแหล่งของวิตามินนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และวิตามินดี จึงทำให้หอยนางรมเป็นอาหารยอดฮิตในหมู่คนรักสุขภาพได้ไม่ยาก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ‘หอยนางรม’ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ เนื่องจากปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นความเครียด โภชนาการที่ไม่สมดุลการขาดการออกกำลังกาย รวมไปถึงความผิดปกติของฮอร์โมน ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในเพศชาย แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณผู้ชายได้ลอง ‘โด๊ป’ หอยนางรมสักตัวสองตัว จากงานวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับมีการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจว่าในหอยนางรมมีสารประกอบสำคัญอย่าง เทารีน (Taurine) สามารถเสริมสร้างให้ระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อมหมวกไต ที่ทำหน้าที่โดยตรงในการหลั่งฮอร์โมนเพศชาย นอกจากนี้ในหอยนางรมยังมีสารอาหารอีกหนึ่งชนิดคือ ซิงค์ (Zinc) ที่จะทำหน้าที่ควบคู่กับทอรีนในการกระตุ้นระบบประสาทและสมอง เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้ดียิ่งขึ้น


อย่างไรก็ตามต้องบอกว่า หอยนางรมไม่ได้มีสรรพคุณแค่บำรุงร่างกายของหนุ่มๆ เท่านั้นแต่ยังมีประโยชน์อีกนับไม่ถ้วน วันนี้ ‘สุขภาพดี’ จะพาคุณมาทำความรู้จักกับคุณประโยชน์ของหอยนางรมกันค่ะ

สุขภาพดี กับ 4 คุณประโยชน์ของหอยนางรม

1. หอยนางรมช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากในหอยนางรมอุดมไปด้วยวิตามิน บี 1 และ วิตามินบี 2 ซึ่งสามารถบำรุงกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี หากรับประทานหอยนางรมควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสมก็จะทำให้รูปร่างตึงกระชับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

2. ประโยชน์ของหอยนางรมช่วยผิวพรรณเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ วิตามินซีในหอยนางรมเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ผิวหน้าดูสดใสอ่อนวัย และยังมีส่วนช่วยในการลดรอยหรือจุดด่างดำได้ดีอีกด้วย

3. หอยนางรมช่วยป้องกันโรคเหน็บชาบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าได้ เนื่องจากหอยนางรมอุดมไปด้วยวิตามินบี หากรับประทานเข้าไปวิตามินบีจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมเส้นประสาทและทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ช่วยลดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้าได้

4. ประโยชน์ของหอยนางรมเป็นตัวช่วยในการขับปัสสาวะ การใช้เปลือกหอยนางรมมาต้มรับประทานถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาอย่างแพร่หลายเนื่องจากหอยนางรมมีส่วนประกอบของวิตามินเคและแคลเซียมที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด แก้ไข้เสริมสร้างกระดูก บำรุงลำไส้ และยังมีคุณสมบัติขับปัสสาวะรวมไปถึงขับนิ่วได้อีกด้วย

ถึงแม้คุณประโยชน์ของหอยนางรมจะมีมากมาย แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากไม่กล้ารับประทาน เนื่องจากกลัวอ้วนบ้าง กลัวพยาธิบ้าง รวมไปถึงกลัวอาการแพ้หลังจากรับประทานหอย หากคุณเป็นอีกคนที่กลัวสิ่งเหล่านี้ ลองไปพิสูจน์ความจริงกับเรากันดูค่ะ ว่ารับประทานหอยนางรมส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่อย่างไร


ทานหอยนางรมอย่างไร? ให้ได้คุณประโยชน์ ไม่เกิดโทษต่อร่างกาย

อย่างไรก็ตามแม้หอยนางรมจะมีคุณประโยชน์มากมายแต่หากรับประทานไม่ถูกสุขลักษณะหรือรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันเพราะหอยนางรมมีคอแลตเตอรอลค่อนข้างสูง หากรับประทานมากจนเกินไปจะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ นอกจากนั้นในหอยนางรมอาจจะมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียขนาดเล็กที่พบได้ในสัตว์น้ำแทบทุกประเภท อย่างแบคทีเรีย “วิบริโอ พาราเฮโมไลติคัส” หากไม่ทำความสะอาดให้ถูกวิธีก่อนรับประทานก็อาจจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรงหรือติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้

จะเห็นได้ว่าอาหารทุกประเภทรวมถึงหอยนางรมล้วนมีทั้งคุณประโยชน์และภัยร้ายแฝงอยู่ ในฐานะผู้บริโภคคงต้องเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมและต้องใส่ใจกรรมวิธีในการปรุงมากๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เมนูจานโปรดของคุณเป็นเมนูเพชฌฆาตในอนาคตนั่นเอง